ป่าชุมชนกับสังคมไทย

โดยรากฐานสังคมชนบทไทยราษฎรล้วนอาศัยพึ่งพาอาศัยป่าเพื่อต้นเหตุ 4 ซึ่งอาทิเช่น แหล่งของกิน ที่อยู่ที่อาศัย ยารักษาโรค แล้วก็เครื่องแต่งตัว ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมาเป็นระยะเวลานานแล้ว นอกเหนือจากนี้ประชาชนยังได้พึ่งพาอาศัยน้ำที่มีต้นลำธารจากป่าเพื่อการกสิกรรม อาศัยผลิตผลจากป่าเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำทำการเกษตร ทั้งป่ายังเป็นที่มาของความเลื่อมใส จารีต ซึ่งเป็นฐานรากความเกี่ยวข้องของชุมชน หน้าที่ของป่าต่อความมีชีวิตรอดของชุมชนก็เลยมีมานานมากและไม่สามารถแยกจากกันได้ ชุมชนประจำถิ่นหรือฝูงชนเชื้อชาติ แล้วก็ชุมชนเขตแดนดูเหมือนจะทุกที่มีวัฒนธรรมรวมทั้งวิถีปฏิบัติสำหรับการจัดแจงและก็ดูแลป่า ได้แก่ความเลื่อมใสเรื่องผีที่ดูแลป่า รักษาต้นน้ำ แบบแผนการใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างรู้คุณค่า รวมทั้งมีกุศโลบายสำหรับในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าผ่านทางพิธีบูชาต่างๆ ซึ่งมีไม่เหมือนกันนานัปการไปตามภูเขาไม่นิเวศแล้วก็วัฒนธรรมในแต่ละที่ หากว่าชุมชนเขตแดนแล้วก็กลุ่มของผู้คนพื้นบ้านจะมีการดูแลทรัพยากรป่าดง และเมืองเองก็มีนโยบายและก็กฏหมายสำหรับการหยุดการทำลายป่าก็ตาม แต่ว่าพื้นที่ป่าดงของเมืองไทยยังมีการลดน้อยถ้อยลง และก็การทำลายป่ายังดำรงอยู่ ดังนี้ด้วยเหตุสาเหตุอีกทั้งการกระทำ แนวทางแล้วก็กฏหมายที่ไม่เอื้อและก็ไม่ตรงกันในตัวแนวนโยบายเองและก็การกระทำจริง ในช่วงเวลาที่กรมป่าไม้รวมทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและก็พืชพันธุ์ได้อุตสาหะสำหรับเพื่อการรักษารวมทั้งจัดแจงป่าดง เพื่อรักษาขนาดและก็พื้นที่ของป่า แต่ว่าแผนการสำหรับเพื่อการเกื้อหนุนพืชเชิงผู้เดียวที่จะต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่แล้วก็ความปรารถนาของตลาดมีการขยายตัวและก็มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและก็กระบวนทัศน์ของคนท้องถิ่น นอกเหนือจากนี้ข้อบังคับป่าดงที่ไม่เอื้อและไม่ล้ำยุคต่อเหตุการณ์นับว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไม่ถูกกันระหว่างข้าราชการกับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เขตสงวน ซึ่งสร้างผลพวงต่อวิถีชีวิตของชุมชน แล้วก็ทรัพยากรป่าดง

ป่าชุมชน เป็นยังไง?

ป่าชุมชน (Community Forest) เป็นวิถีปฏิบัติรวมทั้งเป็นการปรับนิสัยของการจัดการทรัพยากรด้านในชุมชนสำหรับในการช่วยลดปัญหาความยากจนข้นแค้นแล้วก็ความแตกต่างด้านสังคมของคนภายในชุมชน จากการเช็ดกฉกชิงทรัพยากรเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นแถวทางหนึ่งสำหรับในการรักษาพื้นที่ป่าและก็ความสมบูรณ์ของนิเวศป่าดง เพื่อระบบนิเวศอาจความสมดุลย์ ด้วยเหตุว่าป่าชุมชนเป็นกลไกที่สำคัญที่เป็นวิถีทางให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมสำหรับการรักษา จัดแจง ฟื้นฟูให้ป่ามีความสมบูรณ์มากขึ้น และก็มีการใช้ทรัพยากรและก็ผลิตผลจากป่าได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อความยั่งยืนที่ชีวิตของคนภายในชุมชน ฉะนั้นเมื่อคนภายในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดียิ่งขึ้นก็เลยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน รวมทั้งที่สำคัญยิ่งเป็นเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้กับมนุษยชาติ ได้ทำความเข้าใจการอยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติแล้วก็ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย

“ป่าชุมชน” เป็นคำที่เกิดขึ้นในตอนแทบ 30 ปีที่ล่วงเลยไป เป็นโอกาสสำหรับเพื่อการจัดแจงทรัพยากรนิเวศป่าดงโดยมีชุมชนเป็นฐาน หรือเป็นการจัดแจงทรัพยากรด้วยกันของชุมชน ที่มีวิถีปฏิบัติเป็นระบบสิทธิหน้ากลุ่ม หรือเป็นระบบทรัพยากรร่วมของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น ดร.สมศักดา สุขตระกูล ได้เอ่ยถึงป่าชุมชน ว่าเป็นกิจกรรมของคนต่างจังหวัดสำหรับการจัดแจงทรัพยากรต้นไม้แล้วก็ป่าดง เพื่อผลตอบแทนของครอบครัวรวมทั้งชุมชน เป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือรวมทั้งมอบสิทธิ์ให้สามัญชนได้มีส่วนร่วมสำหรับการปลูก จัดแจง คุ้มครอง แล้วก็เก็บหาผลประโยชน์จากป่าดงภายใต้ระบบการจัดการที่จีรังยั่งยืน ศูนย์รวมถึงป่า ในขณะที่เป็นป่าบก ป่าชายเลน รวมทั้งป่าพรุแล้วก็สระทาม มี ต้นไม้ ท้องทุ่ง พืชพันธุ์ สัตว์ป่า แหล่งน้ำ รวมทั้งทุกสิ่งในธรรมชาติที่เป็นระบบนิเวศทั้งปวง ป่าชุมชนบางทีอาจตั้งอยู่รอบหมู่บ้าน รอบแหล่งชุมชน หรือบางทีอาจอยู่ใกล้เคียงกับชุมชน ชุมชนนั้นบางครั้งก็อาจจะเป็นชุมชนที่เป็นทางการ ดังเช่น หมู่บ้าน อบต. หรือชุมชนตามจารีตประเพณีก็ได้ และบางครั้งก็อาจจะเป็นเยี่ยมชุมชน หรือหลายชุมชนที่มาจัดแจงป่าชุมชนด้วยกันก็ได้ โดยที่คนภายในชุมชนนั้นๆบางทีอาจเลือกใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืนอีกทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และก็การดูแลรักษาระบบนิเวศก็ได้ขึ้นกับคนภายในชุมชนเป็นผู้คิดแผนและก็ตกลงใจ ว่าจะใช้ประโยชน์อะไร รวมทั้งเช่นไรจากป่า จะดูแล ฟื้นฟู และก็ปรับปรุงป่าชุมชนเช่นไร ป่าชุมชนมีขอบเขตแค่ไหนที่ชุมชนจะดูแลได้ทั่วถึง