หนึ่งแนวทางหลบลี้ความ “ล้มเหลว”

คนใดบ้างไม่เคยพบความผิดพลาด? มองเป็นปริศนาที่เพียงแต่อยากที่จะให้ปลง หรือฮึกเหิมก็ได้ในประมาณว่า มันคือเรื่องปกติ จะไปกลัวอะไร แต่ว่าเมื่อตอนพบความไม่ประสบผลสำเร็จเข้าจริงๆก็เกิดเรื่องยากที่จะกระปรี้กระเปร่า น่าจะดีมากยิ่งกว่าหากมีแนวทางที่ทำให้ไม่ต้องพบกับมันกันเป็นประจำ…

แนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุด ถ้าหากไม่ต้องการพบความผิดพลาด หรือไม่ประสบความสำเร็จต่ำที่สุดหมายถึงการวางเป้าหมายอย่างละเอียด รวมทั้งลงมือกระทำอย่างเป็นจริงเป็นจัง ย้ำตรง “ถ้วนถี่” แล้วก็ “เอาจริงเอาจัง” แม้กระนั้นในเมื่อการบรรลุผลก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ด้วยเหมือนกัน มันก็สื่อความหมายไม่มีความต่างกับว่าพวกเรายังได้โอกาสล้มเหลวอยู่ดี เนื่องจากต้นเหตุมากมายที่คาดมิได้ยังอาจมีอยู่ แนวทางการทำอย่างเป็นจริงเป็นจังรวมทั้งถ้วนถี่ก็เลยเยี่ยมที่สุดแง่ลดจังหวะความบกพร่อง ที่อาจจะทำให้ล้มเหลวได้ นั่นเอง

ในประเด็นนี้ หรือเนื้อหานี้ จะบอกถึงต้นสายปลายเหตุหนึ่งของความไม่ประสบผลสำเร็จ อันหมายความว่าทำให้พวกเราหลีกลี้ความผิดพลาดได้ถ้าหากพวกเรารู้เรื่องสาเหตุนี้ แม้กระนั้นจะไม่สรุปว่ามันเป็นอย่างไร มีกี่ข้อ รวมทั้งจำต้องทำยังไงบ้าง แต่ว่าขอเขียนเกิดเรื่องเล่านำเสนอให้ทดลองไปคิด ไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆในชีวิตของพวกเรามอง

เรื่องราวแง่คิด
ตอนผมยังเด็ก ในวิชาลูกเสือ เนตรสตรี ทุกปีจะมีสิ่งที่เรียกว่า กิจกรรมเข้าฐาน เพื่อวัดหรือทดลองอะไรนั้น ผมจำไม่ได้จริงๆโดยเป็นกิจกรรมต้นแบบหนึ่งซึ่งบางทีอาจเปลี่ยนบ้างในเนื้อหา แม้กระนั้นส่วนที่เช่นกันหมดทุกหนเป็นการที่พวกเราจำเป็นต้องผ่าน หนองน้ำ คลองน้ำ หรือคลองเล็กๆอะไรทำนองนี้ จะด้วยเชือก ขอนไม้ เดิน โหน ไต่ ใดๆ ที่สำคัญเป็น “อย่าตกน้ำ”

การจำเป็นต้องตกน้ำตอนนั้น หากแม้มันไม่ค่อยจะโอเค เพราะว่าเสื้อผ้าพวกเราจำเป็นต้องแฉะ แต่ว่าสิ่งที่น่าสยองกว่าเป็นผู้ชมที่อยู่บริเวณเพราะเหตุว่าเมื่อมีผู้ใดกันตกน้ำ เสียงโห่ฮา เยาะเย้ย จะดังไปทั่ว เป็นความสนุกสนานของผู้ชม แล้วก็เป็นความน่าอับอายของผู้พลาด…

บางครั้งสิ่งที่น่าขนลุกกว่า “ความผิดพลาด”เป็น“ผู้ที่สอดส่องพวกเรา” ล้มเหลว

บางทีอาจถือว่าเหตุหนึ่งของความผิดพลาดหมายถึงสภาวะบีบคั้นที่มาจากคนที่อยู่รอบข้าง คนไม่ใช่น้อยทราบว่า สิ่งนี้สามารถทำให้คนล้นหลามไม่กล้าลุกขึ้นยืนมาทำอะไรเลยด้วย หรือเรียกว่า “ล้มเหลวเนื่องจากไม่เริ่ม”

ซึ่งในกิจกรรมนั้น จะว่าไปแล้วการตกน้ำยังไม่ทำให้พวกเรารู้สึกไม่ดีได้มากเท่าการเช็ดกหัวเราะเยาะ หรืออาจจะบอกได้ว่า ครั้งคราวสิ่งที่น่าสยดสยองกว่า “ความผิดพลาด”เป็น“ผู้ที่สอดส่องพวกเรา” ล้มเหลว…

แง่คิดหรือมุมคิดแรกของประเด็นนี้ อาจจะก่อให้พวกเราพอนึกได้ว่า ควรจะเลี่ยงผู้ที่ถูกใจทับถม เยาะเย้ย หรือเฝ้าจ้องความไม่ประสบผลสำเร็จของคนอื่นๆไปเสีย ซึ่งที่แท้พวกเราทราบได้อย่างไม่ยากเย็นว่าพวกเราโอบล้อมด้วยผู้คนยังไงขณะนั้น อาจจะดีมากกว่าในหลายสาเหตุที่ตั้งดวงใจทำอะไรของพวกเราไปให้เหมาะสมที่สุดก่อนก็พอเพียง โดยไม่ต้องให้ใครกันแน่รับทราบ

ยังมีอีกมุมที่น่าดึงดูด ที่จะเล่าตั้งแต่นี้ต่อไป…

กิจกรรมอย่าตกน้ำนั้น ทำมาบ่อยมาก เสมือนจะพบกันทุกปีที่จำต้องเรียนวิชาลูกเสือ ถ้าเกิดจำไม่ผิดยุคนั้นเป็น เปรียญ4-มัธยม3 กระทั่งกาลครั้งหนึ่งตอนมัธยมแล้ว ในกิจกรรมที่คล้ายคลึงกันนี้ ในตอนที่ทุกคนลุ้นเชียร์ว่าคนไหนกันจะตกน้ำ โดยเป็นอย่างมากผู้ใดกันแน่เป็นคนแรก ผมกำเนิดพินิจแล้วก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าหากยิ่งนานแล้วไม่มีผู้ใดตกเสียรู้ ก็ดูเหมือนจะตกกันยากขึ้น ตรงกันข้าม พอเพียงมีคนแรกตกลงไป คนต่อๆไปก็จะมาถี่ขึ้นด้วยเหมือนกัน…

เหตุผลที่มองเห็นได้ ก็เนื่องจากว่ามันไปกระทบความมั่นใจและความเชื่อมั่นสำหรับในการปฏิบัติของบุคคลอื่นที่จะต้องทำต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการตก ไหมตกก็ตาม ในเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดตก พวกเราก็อาจจะไม่ตก ในเมื่อคนนั้นยังตก พวกเราก็คงจะไม่รอดแน่นอนเลย…

ในมุมนี้พวกเราบางทีอาจได้แง่คิดว่า เว้นแต่สภาพแวดล้อมบีบคั้นพวกเราได้แล้ว การที่เพียงแค่พวกเราไปเป็นข้างพอใจ หรือเฝ้าดูแต่ว่าความผิดพลาดคนอื่นๆ มันก็มีผลต่อในใจพวกเรา กระตุ้นความผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน

แน่ๆว่า การมองความผิดพลาดบุคคลอื่นแล้วทำความเข้าใจ ต่างกับ การเฝ้ามองว่าเขาจะล้มเหลวไหมอย่างสิ้นเชิงในด้านกรอบคิด Mindset และก็ทัศนคติ แบบอย่างเหตุผลเดียวกันนี้เป็น ผู้ที่ถูกใจว่ากล่าว ถูกใจขัด สงสัย ท้วงติง รู้สึกประทับใจกับคำว่า “มองเห็นไหมบอกแล้ว” มักเป็นคนไม่กล้าที่จะเริ่มทำอะไร เนื่องจากลึกๆขาดความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง

โดยรวมแล้ว หนึ่งแนวทางหลีกลี้ความไม่ประสบผลสำเร็จเป็นการปรับสภาพแวดล้อมของพวกเรา ไม่ว่าจะจากคนอื่นๆที่สอดส่องพวกเรา หรือการที่พวกเราไปสอดส่องบุคคลอื่นก็ตาม ในสิ่งที่บางทีอาจกระทบความมั่นใจ หรือเปล่าประดิษฐ์ต่อแผนการที่พวกเรากำลังปฏิบัติ